ดินแดนกัมพูชาหรืออาณจักรขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียเต็มตัวโดยเฉพาะความเชื่อตามคติ ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลก่อนพุทธศาสนาเนิ่นนานนักศาสนา นี้ยกย่องกษัตริย์เสมอดั่งเทพเจ้าเรียกว่า“ลัทธิเทวราชา” นั่นหมายถึงว่า กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์และวิธีการยกย่องก็กระทำโดยการสร้าง เทวสถานหรือเทวาลัยถวายให้ พระราชภารกิจของกษัตริย์ขอมทุกพระองค์ ที่จะต้องสร้างปราสาทหินเป็นเทวสถานแด่บรรพบุรุษหรือถวายแด่พระองค์เอง ฉะนั้นคำว่า“ปราสาท” ในที่นี้จึงมิได้หมายถึงปราสาทราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ปราสาทคือศาสนสถานอันถือเป็นที่ประทับของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็จะต้องเป็นแบบ“ศาสนสถานบนฐานที่เป็นชั้น” และขุดสระหรือคูน้ำที่เขมรเรียกว่า“บาราย” ล้อมรอบมีลวดลายสลักหินเป็นรูปพญานาคซึ่งเป็นสัญลักษณ์น้ำและความอุดม สมบูรณ์ เปรียบเทียบได้กับเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร อันเป็นสัญลักษณ์ของระบบสุริยจักรวาลตามคติฮินดูนั่นหมายว่า ปราสาทหินที่กษัตริย์ขอมสร้างขึ้นก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลอันยิ่ง ใหญ่นั่นเอง
ทรง
นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าสูงสุดนั่นคือทรงเชื่อว่า
ยามสวรรคตแล้วดวงวิญญาณของพระองค์จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิษณุเทพ
จึงสร้างมหาปราสาทนครวัดขึ้นเสียใหญ่โตโอฬาร
เพื่อแสดงถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงสุดในอันที่จะแสดงความบูชาคารวะแด่เทพ
วิษณุ พระเจ้าสุริยวรมันที่2
เสด็จมาจากเกาะชวามาครองกัมพูชาและเพื่อแสดงบุญญาบารมีรวมทั้งประกาศอิสระ
ไม่ขึ้นต่อใคร
ทรงได้นำเอาลัทธิไศเลนทร์หรือลัทธิเทวราชาจากชวามีหยั่งรากในอาณาจักรขอม
ด้วย ลัทธินี้ถือว่า“เทวะ” คือราชาและ“ราชา”
ก็คือเทวะลงมาจุติเพื่อสร้างสันติสุขบนโลกมนุษย์การบูชา“เทวราชา”
คือการสร้างรูปศิวลึงค์(แทนองค์ศิวเทพ)
ประดิษฐานบนยอดเขาเช่นเดียวกับพระศิวะประทับบนเชาไกรลาศ
ทั้งนี้เนื่องจาก“เทวราชา”
มีรากฐานจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวะนิกายซึ่งนับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็น
เทพชั้นสูงสุดโดยจารึกว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่2
ได้ทรงประดิษฐาน“กมรเต็งชกัตตราชะ”
หรือเจ้าแห่งจักรวาลและมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายเพราะศาสนา
ฮินดูยกย่องพราหมณ์เป็นตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น