วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ฮาลองเบย์ (ประเทศเวียดนาม)

ฮาลองเบย์ (ประเทศเวียดนาม)

หรือฮาลอง เบย์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสไปเยือนเวียดนาม เพราะนอกจากจะได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโกแล้ว ที่นี่ยังมีความมหัศจรรย์อันงดงามของธรรมชาติอยู่อีกมากมาย


ฮาลอง เบย์ เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ใกล้ชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500 ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ 170 กิโลเมตร มีชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง "อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง" ตำนานพื้นบ้านกล่าวไว้ว่า ในอดีตนานมาแล้วระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออกมากลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่ ทั่วอ่าวเป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินได้สำเร็จ และก่อตั้งประเทศ ซึ่งต่อมาคือเวียดนามในปัจจุบัน บางตำนานก็กล่าวไว้ว่ามีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า Tarasque อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าวบริเวณ

พระราชวังหลวงพระบาง (ประเทศลาว)


 พระราชวังหลวงพระบาง
 

สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง ริมแม่น้ำโขง ประเทศ ลาว
• พระราชวังหลวงพระบาง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะอาคารเป็นชั้นเดี่ยวยกพื้นสูง สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แต่เป็นการผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว
 
พระราชวังหลวงพระบาง (ประเทศลาว)











ปราสาทนครวัด (ประเทศกัมพูชา)

นครวัด นครธม อลังการปราสาทขอม article

   ดินแดนกัมพูชาหรืออาณจักรขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียเต็มตัวโดยเฉพาะความเชื่อตามคติ ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลก่อนพุทธศาสนาเนิ่นนานนักศาสนา นี้ยกย่องกษัตริย์เสมอดั่งเทพเจ้าเรียกว่า“ลัทธิเทวราชา” นั่นหมายถึงว่า กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์และวิธีการยกย่องก็กระทำโดยการสร้าง เทวสถานหรือเทวาลัยถวายให้ พระราชภารกิจของกษัตริย์ขอมทุกพระองค์ ที่จะต้องสร้างปราสาทหินเป็นเทวสถานแด่บรรพบุรุษหรือถวายแด่พระองค์เอง ฉะนั้นคำว่า“ปราสาท” ในที่นี้จึงมิได้หมายถึงปราสาทราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ปราสาทคือศาสนสถานอันถือเป็นที่ประทับของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็จะต้องเป็นแบบ“ศาสนสถานบนฐานที่เป็นชั้น” และขุดสระหรือคูน้ำที่เขมรเรียกว่า“บาราย” ล้อมรอบมีลวดลายสลักหินเป็นรูปพญานาคซึ่งเป็นสัญลักษณ์น้ำและความอุดม สมบูรณ์ เปรียบเทียบได้กับเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร อันเป็นสัญลักษณ์ของระบบสุริยจักรวาลตามคติฮินดูนั่นหมายว่า ปราสาทหินที่กษัตริย์ขอมสร้างขึ้นก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลอันยิ่ง ใหญ่นั่นเอง

 
 ทรง นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าสูงสุดนั่นคือทรงเชื่อว่า ยามสวรรคตแล้วดวงวิญญาณของพระองค์จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิษณุเทพ  จึงสร้างมหาปราสาทนครวัดขึ้นเสียใหญ่โตโอฬาร เพื่อแสดงถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงสุดในอันที่จะแสดงความบูชาคารวะแด่เทพ วิษณุ พระเจ้าสุริยวรมันที่2 เสด็จมาจากเกาะชวามาครองกัมพูชาและเพื่อแสดงบุญญาบารมีรวมทั้งประกาศอิสระ ไม่ขึ้นต่อใคร ทรงได้นำเอาลัทธิไศเลนทร์หรือลัทธิเทวราชาจากชวามีหยั่งรากในอาณาจักรขอม ด้วย ลัทธินี้ถือว่า“เทวะ” คือราชาและ“ราชา” ก็คือเทวะลงมาจุติเพื่อสร้างสันติสุขบนโลกมนุษย์การบูชา“เทวราชา” คือการสร้างรูปศิวลึงค์(แทนองค์ศิวเทพ) ประดิษฐานบนยอดเขาเช่นเดียวกับพระศิวะประทับบนเชาไกรลาศ ทั้งนี้เนื่องจาก“เทวราชา” มีรากฐานจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวะนิกายซึ่งนับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็น เทพชั้นสูงสุดโดยจารึกว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ได้ทรงประดิษฐาน“กมรเต็งชกัตตราชะ” หรือเจ้าแห่งจักรวาลและมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายเพราะศาสนา ฮินดูยกย่องพราหมณ์เป็นตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์

วัดพระธาตุหินขาว (ประเทศพม่า)

วัดพระธาตุหินขาว (ประเทศพม่า)

        วัดพระหินขาว หรือที่มีชื่อเรียกอย่างทางการว่า “Lawka Chantha Abaya Labamuni Buddha Image” พระหินขาวนี้สร้างจากหินขาวที่มีลักษณะมันวาว สีขาวสะอาดและไม่มีตำหนิ สูง 37 ฟุต กว้าง 24 ฟุต หนัก 600 ตัน เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง พระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสิงคโปร์ และศรีลังกายกขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกจากองค์ หมายถึงการไล่ศัตรูและประทานความเจริญรุ่งเรือง นอกจากนี้ยังมีการนำหินที่เหลือมาสลักเป็นพระพุทธบาทซ้าย-ขวา ประดิษฐานอยู่ บริเวณด้านหลังพระพุทธรูปด้วย จากนั้นชมช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่าในบริเวณใกล้กันศาสนสถานที่ สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ใน เมืองหงสาวดี เป็นพระธาตุเก่าแก่อายุกว่า 1,200 ปี เคยพังทลายลงมาเพราะแผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2473 หรือเมื่อ 74 ปีที่แล้ว ต่อมาได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2497 ปัจจุบันพระธาตุมุเตามีความสูงประมาณ 125 เมตร พระราชวังหงสาวดี หรือ Kanbawzathadi Palace อดีตพระราชวังของ “พระเจ้าบุเรงนองกยอดิน นรธา” ที่คนไทยรู้จักในดีในนามของผู้ชนะสิบทิศ สิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะเป็น ตำหนักที่บรรทมและท้อง พระโรงที่ออกว่าราชการซึ่งตั้งอยู่ในพระราชวังทุกวันนี้ และเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกัน ในอดีตพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109 มีผังเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยม กำแพงแต่ละด้านยาวประมาณ 1.5 ไมล์ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามบันทึกของ นายราล์ฟ ฟิตซ์ ชาวอังกฤษซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายและได้เห็นเมืองหงสาวดีในยุครุ่งเรืองได้ บรรยายไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2129 ก่อนที่พระราชวังหงสาวดีซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามจะถูกเผาทำลายลงในปี พ.ศ. 2143 พระพุทธไสยาสน์ชเวทาลยวง ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี พระพุทธรูป องค์นี้มีความยาว 60 เมตร สูง 17 เมตร สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามิคทิปปะ ใน พ.ศ. 1537 พระพุทธรูปองค์นี้ได้ตากแดดกรำฝนอยู่เป็นเวลาหลายร้อยปีจนกระทั่งทรุดโทรมลง ระหว่างนั้นก็ได้มีการบูรณะมาโดยตลอด แต่ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าอลองพญาแห่งราชวงศ์คองบอง ปราบมอญราบคาบ เมืองหงสาวดีถูกทิ้งร้างพระพุทธไสยาสน์ก็ถูกทอดทิ้งจนกลางเป็นเพียงกองอิฐ ถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมหมด จนถึงปี พ.ศ. 2424 เมื่ออังกฤษ สร้างทางรถไฟสายพม่าใต้ จึงได้พบพระนอนองค์นี้ จากนั้นในปี พ.ศ. 2491 หลังพม่าได้รับเอกราชก็มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อย่างจริงจัง โดยทาสีและปิดทองใหม่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระมหาเจดีย์ พระมหาเจดีย์ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าบุเรงนอง ในปี พ.ศ. 2103 เพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจากลังกาและ พระเจดีย์ไจปุ่น ซึ่งมีอายุมากกว่า 500 ปี สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4 องค์หันพระพักตร์ไปทุกทิสทาง แทนความหมายถึง พระพุทธเจ้า ทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัป ได้เวลาสมควรนำท่านเดินกลับสู่กรุงย่างกุ้ง 

เกาะบาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย)

เกาะบาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย)


        บาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย) เกาะบาหลี ได้รับการขนานนามว่า “ อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย ” อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะชวา บาหลีเป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความยาวจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะประมาณ 150 กิโลเมตร  อยู่ติดกับเกาะชวา มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน บาหลีได้ฉายาว่าเกาะมรกตเพราะมีต้นไม้เขียวขจีไปทั้งเกาะ เนื่องจากได้รับการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ดีเยี่ยมมีกฏหมายไม่ให้ปลูกสิ่งก่อสร้างที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติ โดยอาคารที่สร้างจะสูงกว่า 15 เมตรไม่ได้ บาหลีเป็นตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการดูแลรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ธรรมชาติที่บริสุทธิ์เป็นเสน่ห์ของบาหลี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากไปชมกัน ความหลากหลายและมนต์เสน่ห์ของเกาะบาหลี ถูกขนานนามมากมายว่าเป็น เกาะแห่งพระเจ้าบ้าง เป็นจุดรุ่งอรุณของโลกบ้าง ทั้งหมดนี้
เกิดจากความประทับใจของผู้ที่เคยไปเยือน


เพื่มเติม เกาะบาหลี



มัสยิดทองคำ (ประเทศบรูไน)

มัสยิดทองคำ (ประเทศบรูไน)


         มัสยิด ทองคำ Jame Ar’ Hassanil Bolkiah Mosque มัสยิดที่สง่างาม และศักดิ์สิทธิ์ของชาวบรูไน ที่ใช้งบประมาณในการสร้างมหาศาล โดยมีการนำเข้าวัสดุการก่อสร้างและตกแต่งจากทั่วทุกมุมโลกใช้เวลาก่อสร้าง นานถึง 7 ปี มีห้องสวดมนต์ 2 ห้องแยกชายและหญิงบันไดทางขึ้นแต่ละชั้นจะมี 29 ขั้น ห้องละหมาดด้านบนตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยพรมสีเหลืองทองดูสว่างไสว จากนั้นนำท่านชมมัสยิด โอมาร์ อาลี ไซฟูดติน มัสยิดเก่าแก่อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบรูไนตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์ เสรีเบกาวัน

เพื่มเติม มัสยิดทองคำ

ซากแห่งอิสระภาพ "ป้อมซานติเอโก"

ป้อมซานติเอโก Fort Santiago (ประเทศฟิลิปปินส์)

เป็นซากโบราณสถานที่เหลือเพียงแห่งเดียวในฟิลิปปินส์ ที่เหลือทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยโปรตุเกสยึดครองเมืองมะละกา โดยเมื่อสมัยที่โปรตุเกสยังยึดครองเมืองมะละกา ป้อมกราการแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นเสมือนด่านป้องกันเมืองมะละกาจากการบุกรุก ของศัตรู โดยปกติป้อมนี้จะมีกำแพงยาวล้อมรอบเนินเขาเล็กๆ ชื่อว่าเนินเขามะละกา ซึ่งป้อมปราการนี้ได้สามารถปกป้องมาเป็นเวลายาวนานกว่า 150 ปี




   
     จนกระทั้ง ฮอลันดา ได้ยกทักมาบุกและสามารถยึดครองเมืองมะละกาได้สำเร็จใน พ.ศ. 2184 หลังจากที่ได้ล้อมเมืองนี้อยู่นานถึง 5 เดือน และหลังจากนั้น พวกฮอลันดาได้ทำการซ่อมแซมกำแพงและ ป้อมปราการนี้ให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนกระทั้งเมืองมะละกา ถูกครอบครองโดย อังกฤษ ผู้ปกครองเกาะปีนัง ได้ส้ง กัปตัน วิลเลียม ฟาร์คูฮาร์ มาทำลายป้อมแห่งนี้ เพื่อป้องกันการอ้างสิทธิครอบครองดินแดนฮอลันดา



      แต่แล้วป้อมปราการนี้ก็ไม่ได้ถูกทำลาย ทั้งหมด จึงทำให้เราได้มีโอกาสพบเห็นซากแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองมะละกา และด้วยซากป้อมปรากาแห่งนี้ มีซากประตูที่ไม่มีกำแพงด้านข้างอยู่ จึงได้มีการขนานนามประตูแห่งนี้ว่า "ประตูไร้กำแพง"