อ่าวฮาลอง หรือฮาลอง เบย์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสไปเยือนเวียดนาม เพราะนอกจากจะได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโกแล้ว ที่นี่ยังมีความมหัศจรรย์อันงดงามของธรรมชาติอยู่อีกมากมาย
แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว
วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ฮาลองเบย์ (ประเทศเวียดนาม)
ฮาลองเบย์ (ประเทศเวียดนาม)
อ่าวฮาลอง หรือฮาลอง เบย์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสไปเยือนเวียดนาม เพราะนอกจากจะได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโกแล้ว ที่นี่ยังมีความมหัศจรรย์อันงดงามของธรรมชาติอยู่อีกมากมาย
ฮาลอง เบย์
เป็นอ่าวแห่งหนึ่งในพื้นที่ของอ่าวตังเกี๋ย
ทางตอนเหนือของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม
ใกล้ชายแดนติดต่อกับสาธารณรัฐประชาชนจีน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,500
ตารางกิโลเมตร และมีชายฝั่งยาว 120 กิโลเมตร
อยู่ห่างจากกรุงฮานอยไปทางตะวันออกประมาณ 170 กิโลเมตร
มีชื่อตามการออกเสียงในภาษาเวียดนามเขียนได้ว่า "Vinh Ha Long" หมายถึง
"อ่าวแห่งมังกรผู้ดำดิ่ง" ตำนานพื้นบ้านกล่าวไว้ว่า
ในอดีตนานมาแล้วระหว่างที่ชาวเวียดนามกำลังต่อสู้กับกองทัพชาวจีนผู้รุกราน
เทพเจ้าได้ส่งกองทัพมังกรลงมาช่วยปกป้องแผ่นดินเวียดนาม
มังกรเหล่านี้ได้ดำดิ่งลงสู่ท้องทะเลบริเวณที่เป็นอ่าวฮาลองในปัจจุบัน
ทำให้มีอัญมณีและหยกพุ่งกระเด็นออกมากลายเป็นเกาะแก่งน้อยใหญ่กระจายอยู่
ทั่วอ่าวเป็นเกราะป้องกันผู้รุกราน ทำให้ชาวเวียดนามปกป้องแผ่นดินได้สำเร็จ
และก่อตั้งประเทศ ซึ่งต่อมาคือเวียดนามในปัจจุบัน
บางตำนานก็กล่าวไว้ว่ามีสัตว์ในตำนานที่ชื่อว่า Tarasque
อาศัยอยู่ที่ก้นอ่าวบริเวณ
อ่าวฮาลอง หรือฮาลอง เบย์ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญ ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมีโอกาสไปเยือนเวียดนาม เพราะนอกจากจะได้รับการประกาศเป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ จากองค์กรยูเนสโกแล้ว ที่นี่ยังมีความมหัศจรรย์อันงดงามของธรรมชาติอยู่อีกมากมาย
พระราชวังหลวงพระบาง (ประเทศลาว)
พระราชวังหลวงพระบาง
สถานที่ตั้ง อยู่ใจกลางเมืองหลวงพระบาง ริมแม่น้ำโขง ประเทศ ลาว
• พระราชวังหลวงพระบาง ออกแบบโดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศส ลักษณะอาคารเป็นชั้นเดี่ยวยกพื้นสูง สถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเศส แต่เป็นการผสมผสานระหว่างฝรั่งเศสและลาว
พระราชวังหลวงพระบาง (ประเทศลาว)
ปราสาทนครวัด (ประเทศกัมพูชา)
นครวัด นครธม อลังการปราสาทขอม
ดินแดนกัมพูชาหรืออาณจักรขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียเต็มตัวโดยเฉพาะความเชื่อตามคติ ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลก่อนพุทธศาสนาเนิ่นนานนักศาสนา นี้ยกย่องกษัตริย์เสมอดั่งเทพเจ้าเรียกว่า“ลัทธิเทวราชา” นั่นหมายถึงว่า กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์และวิธีการยกย่องก็กระทำโดยการสร้าง เทวสถานหรือเทวาลัยถวายให้ พระราชภารกิจของกษัตริย์ขอมทุกพระองค์ ที่จะต้องสร้างปราสาทหินเป็นเทวสถานแด่บรรพบุรุษหรือถวายแด่พระองค์เอง ฉะนั้นคำว่า“ปราสาท” ในที่นี้จึงมิได้หมายถึงปราสาทราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ปราสาทคือศาสนสถานอันถือเป็นที่ประทับของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็จะต้องเป็นแบบ“ศาสนสถานบนฐานที่เป็นชั้น” และขุดสระหรือคูน้ำที่เขมรเรียกว่า“บาราย” ล้อมรอบมีลวดลายสลักหินเป็นรูปพญานาคซึ่งเป็นสัญลักษณ์น้ำและความอุดม สมบูรณ์ เปรียบเทียบได้กับเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร อันเป็นสัญลักษณ์ของระบบสุริยจักรวาลตามคติฮินดูนั่นหมายว่า ปราสาทหินที่กษัตริย์ขอมสร้างขึ้นก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลอันยิ่ง ใหญ่นั่นเอง
ดินแดนกัมพูชาหรืออาณจักรขอมโบราณนั้น ได้รับอิทธิพลทางศาสนาและวัฒนธรรมจากอินเดียเต็มตัวโดยเฉพาะความเชื่อตามคติ ในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ซึ่งเข้ามามีอิทธิพลก่อนพุทธศาสนาเนิ่นนานนักศาสนา นี้ยกย่องกษัตริย์เสมอดั่งเทพเจ้าเรียกว่า“ลัทธิเทวราชา” นั่นหมายถึงว่า กษัตริย์คือตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์และวิธีการยกย่องก็กระทำโดยการสร้าง เทวสถานหรือเทวาลัยถวายให้ พระราชภารกิจของกษัตริย์ขอมทุกพระองค์ ที่จะต้องสร้างปราสาทหินเป็นเทวสถานแด่บรรพบุรุษหรือถวายแด่พระองค์เอง ฉะนั้นคำว่า“ปราสาท” ในที่นี้จึงมิได้หมายถึงปราสาทราชวังอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ แต่ปราสาทคือศาสนสถานอันถือเป็นที่ประทับของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์ รูปแบบทางสถาปัตยกรรมก็จะต้องเป็นแบบ“ศาสนสถานบนฐานที่เป็นชั้น” และขุดสระหรือคูน้ำที่เขมรเรียกว่า“บาราย” ล้อมรอบมีลวดลายสลักหินเป็นรูปพญานาคซึ่งเป็นสัญลักษณ์น้ำและความอุดม สมบูรณ์ เปรียบเทียบได้กับเขาพระสุเมรุที่ล้อมรอบด้วยมหาสมุทร อันเป็นสัญลักษณ์ของระบบสุริยจักรวาลตามคติฮินดูนั่นหมายว่า ปราสาทหินที่กษัตริย์ขอมสร้างขึ้นก็คือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลอันยิ่ง ใหญ่นั่นเอง
ทรง
นับถือพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นเทพเจ้าสูงสุดนั่นคือทรงเชื่อว่า
ยามสวรรคตแล้วดวงวิญญาณของพระองค์จะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิษณุเทพ
จึงสร้างมหาปราสาทนครวัดขึ้นเสียใหญ่โตโอฬาร
เพื่อแสดงถึงความทะเยอทะยานอย่างสูงสุดในอันที่จะแสดงความบูชาคารวะแด่เทพ
วิษณุ พระเจ้าสุริยวรมันที่2
เสด็จมาจากเกาะชวามาครองกัมพูชาและเพื่อแสดงบุญญาบารมีรวมทั้งประกาศอิสระ
ไม่ขึ้นต่อใคร
ทรงได้นำเอาลัทธิไศเลนทร์หรือลัทธิเทวราชาจากชวามีหยั่งรากในอาณาจักรขอม
ด้วย ลัทธินี้ถือว่า“เทวะ” คือราชาและ“ราชา”
ก็คือเทวะลงมาจุติเพื่อสร้างสันติสุขบนโลกมนุษย์การบูชา“เทวราชา”
คือการสร้างรูปศิวลึงค์(แทนองค์ศิวเทพ)
ประดิษฐานบนยอดเขาเช่นเดียวกับพระศิวะประทับบนเชาไกรลาศ
ทั้งนี้เนื่องจาก“เทวราชา”
มีรากฐานจากศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวะนิกายซึ่งนับถือพระศิวะหรือพระอิศวรเป็น
เทพชั้นสูงสุดโดยจารึกว่าพระเจ้าสุริยวรมันที่2
ได้ทรงประดิษฐาน“กมรเต็งชกัตตราชะ”
หรือเจ้าแห่งจักรวาลและมีพราหมณ์เป็นผู้ประกอบพิธีกรรมทั้งหลายเพราะศาสนา
ฮินดูยกย่องพราหมณ์เป็นตัวแทนของเทพเจ้าบนโลกมนุษย์
วัดพระธาตุหินขาว (ประเทศพม่า)
วัดพระธาตุหินขาว (ประเทศพม่า)
![]() |
วัดพระหินขาว หรือที่มีชื่อเรียกอย่างทางการว่า “Lawka Chantha Abaya Labamuni Buddha Image”
พระหินขาวนี้สร้างจากหินขาวที่มีลักษณะมันวาว สีขาวสะอาดและไม่มีตำหนิ สูง
37 ฟุต กว้าง 24 ฟุต หนัก 600 ตัน เป็นพระพุทธรูปประทับนั่ง
พระหัตถ์ขวาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสิงคโปร์
และศรีลังกายกขึ้นหันฝ่าพระหัตถ์ออกจากองค์
หมายถึงการไล่ศัตรูและประทานความเจริญรุ่งเรือง
นอกจากนี้ยังมีการนำหินที่เหลือมาสลักเป็นพระพุทธบาทซ้าย-ขวา ประดิษฐานอยู่
บริเวณด้านหลังพระพุทธรูปด้วย
จากนั้นชมช้างเผือกคู่บ้านคู่เมืองของประเทศพม่าในบริเวณใกล้กันศาสนสถานที่
สำคัญและศักดิ์สิทธิ์ที่สุด ใน เมืองหงสาวดี เป็นพระธาตุเก่าแก่อายุกว่า
1,200 ปี เคยพังทลายลงมาเพราะแผ่นดินไหวเมื่อ พ.ศ. 2473 หรือเมื่อ 74
ปีที่แล้ว ต่อมาได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์ขึ้นมาใหม่จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.
2497 ปัจจุบันพระธาตุมุเตามีความสูงประมาณ 125 เมตร พระราชวังหงสาวดี หรือ
Kanbawzathadi Palace อดีตพระราชวังของ “พระเจ้าบุเรงนองกยอดิน นรธา”
ที่คนไทยรู้จักในดีในนามของผู้ชนะสิบทิศ สิ่งปลูกสร้างไม่ว่าจะเป็น
ตำหนักที่บรรทมและท้อง
พระโรงที่ออกว่าราชการซึ่งตั้งอยู่ในพระราชวังทุกวันนี้
และเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์และถูกจับเป็นตัวประกัน
ในอดีตพระราชวังแห่งนี้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109
มีผังเกือบเป็นรูปสี่เหลี่ยม กำแพงแต่ละด้านยาวประมาณ 1.5
ไมล์ถูกสร้างขึ้นใหม่ตามบันทึกของ นายราล์ฟ ฟิตซ์
ชาวอังกฤษซึ่งเข้ามาติดต่อค้าขายและได้เห็นเมืองหงสาวดีในยุครุ่งเรืองได้
บรรยายไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2129
ก่อนที่พระราชวังหงสาวดีซึ่งถูกสร้างขึ้นอย่างสวยงามจะถูกเผาทำลายลงในปี
พ.ศ. 2143 พระพุทธไสยาสน์ชเวทาลยวง
ปูชนียสถานศักดิ์สิทธิ์อันดับสองของเมืองหงสาวดี พระพุทธรูป
องค์นี้มีความยาว 60 เมตร สูง 17 เมตร สร้างขึ้นโดยพระเจ้ามิคทิปปะ ใน พ.ศ.
1537
พระพุทธรูปองค์นี้ได้ตากแดดกรำฝนอยู่เป็นเวลาหลายร้อยปีจนกระทั่งทรุดโทรมลง
ระหว่างนั้นก็ได้มีการบูรณะมาโดยตลอด
แต่ในช่วงรัชสมัยของพระเจ้าอลองพญาแห่งราชวงศ์คองบอง ปราบมอญราบคาบ
เมืองหงสาวดีถูกทิ้งร้างพระพุทธไสยาสน์ก็ถูกทอดทิ้งจนกลางเป็นเพียงกองอิฐ
ถูกต้นไม้ขึ้นปกคลุมหมด จนถึงปี พ.ศ. 2424 เมื่ออังกฤษ
สร้างทางรถไฟสายพม่าใต้ จึงได้พบพระนอนองค์นี้ จากนั้นในปี พ.ศ. 2491
หลังพม่าได้รับเอกราชก็มีการบูรณะปฏิสังขรณ์อย่างจริงจัง
โดยทาสีและปิดทองใหม่อย่างที่เห็นในปัจจุบัน พระมหาเจดีย์
พระมหาเจดีย์ซึ่งสร้างโดยพระเจ้าบุเรงนอง ในปี พ.ศ. 2103
เพื่อประดิษฐานพระเขี้ยวแก้วจากลังกาและ พระเจดีย์ไจปุ่น ซึ่งมีอายุมากกว่า
500 ปี สร้างเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่ 4
องค์หันพระพักตร์ไปทุกทิสทาง แทนความหมายถึง พระพุทธเจ้า
ทั้งสี่พระองค์ในภัทรกัป ได้เวลาสมควรนำท่านเดินกลับสู่กรุงย่างกุ้ง
|
เกาะบาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย)
เกาะบาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย)
บาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย) เกาะบาหลี ได้รับการขนานนามว่า “ อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย ” อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะชวา บาหลีเป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความยาวจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะประมาณ 150 กิโลเมตร อยู่ติดกับเกาะชวา มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน บาหลีได้ฉายาว่าเกาะมรกตเพราะมีต้นไม้เขียวขจีไปทั้งเกาะ เนื่องจากได้รับการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ดีเยี่ยมมีกฏหมายไม่ให้ปลูกสิ่งก่อสร้างที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติ โดยอาคารที่สร้างจะสูงกว่า 15 เมตรไม่ได้ บาหลีเป็นตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการดูแลรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ธรรมชาติที่บริสุทธิ์เป็นเสน่ห์ของบาหลี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากไปชมกัน ความหลากหลายและมนต์เสน่ห์ของเกาะบาหลี ถูกขนานนามมากมายว่าเป็น เกาะแห่งพระเจ้าบ้าง เป็นจุดรุ่งอรุณของโลกบ้าง ทั้งหมดนี้
เกิดจากความประทับใจของผู้ที่เคยไปเยือน
เพื่มเติม เกาะบาหลี
บาหลี (ประเทศอินโดนีเซีย) เกาะบาหลี ได้รับการขนานนามว่า “ อัญมณีแห่งมหาสมุทรอินเดีย ” อยู่ทางทิศตะวันออกของเกาะชวา บาหลีเป็นเกาะเล็ก ๆ ที่มีความยาวจากหัวเกาะถึงท้ายเกาะประมาณ 150 กิโลเมตร อยู่ติดกับเกาะชวา มีประชากรประมาณ 3 ล้านคน บาหลีได้ฉายาว่าเกาะมรกตเพราะมีต้นไม้เขียวขจีไปทั้งเกาะ เนื่องจากได้รับการอนุรักษ์สภาพแวดล้อมไว้ดีเยี่ยมมีกฏหมายไม่ให้ปลูกสิ่งก่อสร้างที่เป็นสิ่งแปลกปลอมจากธรรมชาติ โดยอาคารที่สร้างจะสูงกว่า 15 เมตรไม่ได้ บาหลีเป็นตัวอย่างของแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการดูแลรักษาเอาไว้ให้คงอยู่ในสภาพเดิมมากที่สุด ธรรมชาติที่บริสุทธิ์เป็นเสน่ห์ของบาหลี ที่ทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกอยากไปชมกัน ความหลากหลายและมนต์เสน่ห์ของเกาะบาหลี ถูกขนานนามมากมายว่าเป็น เกาะแห่งพระเจ้าบ้าง เป็นจุดรุ่งอรุณของโลกบ้าง ทั้งหมดนี้
เกิดจากความประทับใจของผู้ที่เคยไปเยือน
เพื่มเติม เกาะบาหลี
มัสยิดทองคำ (ประเทศบรูไน)
มัสยิดทองคำ (ประเทศบรูไน)
มัสยิด ทองคำ Jame Ar’ Hassanil Bolkiah Mosque มัสยิดที่สง่างาม และศักดิ์สิทธิ์ของชาวบรูไน ที่ใช้งบประมาณในการสร้างมหาศาล โดยมีการนำเข้าวัสดุการก่อสร้างและตกแต่งจากทั่วทุกมุมโลกใช้เวลาก่อสร้าง นานถึง 7 ปี มีห้องสวดมนต์ 2 ห้องแยกชายและหญิงบันไดทางขึ้นแต่ละชั้นจะมี 29 ขั้น ห้องละหมาดด้านบนตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยพรมสีเหลืองทองดูสว่างไสว จากนั้นนำท่านชมมัสยิด โอมาร์ อาลี ไซฟูดติน มัสยิดเก่าแก่อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบรูไนตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์ เสรีเบกาวัน
เพื่มเติม มัสยิดทองคำ
มัสยิด ทองคำ Jame Ar’ Hassanil Bolkiah Mosque มัสยิดที่สง่างาม และศักดิ์สิทธิ์ของชาวบรูไน ที่ใช้งบประมาณในการสร้างมหาศาล โดยมีการนำเข้าวัสดุการก่อสร้างและตกแต่งจากทั่วทุกมุมโลกใช้เวลาก่อสร้าง นานถึง 7 ปี มีห้องสวดมนต์ 2 ห้องแยกชายและหญิงบันไดทางขึ้นแต่ละชั้นจะมี 29 ขั้น ห้องละหมาดด้านบนตกแต่งอย่างวิจิตรด้วยพรมสีเหลืองทองดูสว่างไสว จากนั้นนำท่านชมมัสยิด โอมาร์ อาลี ไซฟูดติน มัสยิดเก่าแก่อันเป็นที่เคารพสักการะของชาวบรูไนตั้งอยู่ใจกลางกรุงบันดาร์ เสรีเบกาวัน
เพื่มเติม มัสยิดทองคำ
ซากแห่งอิสระภาพ "ป้อมซานติเอโก"
ป้อมซานติเอโก Fort Santiago (ประเทศฟิลิปปินส์)
เป็นซากโบราณสถานที่เหลือเพียงแห่งเดียวในฟิลิปปินส์ ที่เหลือทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยโปรตุเกสยึดครองเมืองมะละกา โดยเมื่อสมัยที่โปรตุเกสยังยึดครองเมืองมะละกา ป้อมกราการแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นเสมือนด่านป้องกันเมืองมะละกาจากการบุกรุก ของศัตรู โดยปกติป้อมนี้จะมีกำแพงยาวล้อมรอบเนินเขาเล็กๆ ชื่อว่าเนินเขามะละกา ซึ่งป้อมปราการนี้ได้สามารถปกป้องมาเป็นเวลายาวนานกว่า 150 ปี
จนกระทั้ง ฮอลันดา ได้ยกทักมาบุกและสามารถยึดครองเมืองมะละกาได้สำเร็จใน พ.ศ. 2184 หลังจากที่ได้ล้อมเมืองนี้อยู่นานถึง 5 เดือน และหลังจากนั้น พวกฮอลันดาได้ทำการซ่อมแซมกำแพงและ ป้อมปราการนี้ให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนกระทั้งเมืองมะละกา ถูกครอบครองโดย อังกฤษ ผู้ปกครองเกาะปีนัง ได้ส้ง กัปตัน วิลเลียม ฟาร์คูฮาร์ มาทำลายป้อมแห่งนี้ เพื่อป้องกันการอ้างสิทธิครอบครองดินแดนฮอลันดา
แต่แล้วป้อมปราการนี้ก็ไม่ได้ถูกทำลาย ทั้งหมด จึงทำให้เราได้มีโอกาสพบเห็นซากแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองมะละกา และด้วยซากป้อมปรากาแห่งนี้ มีซากประตูที่ไม่มีกำแพงด้านข้างอยู่ จึงได้มีการขนานนามประตูแห่งนี้ว่า "ประตูไร้กำแพง"
เป็นซากโบราณสถานที่เหลือเพียงแห่งเดียวในฟิลิปปินส์ ที่เหลือทิ้งไว้ตั้งแต่สมัยโปรตุเกสยึดครองเมืองมะละกา โดยเมื่อสมัยที่โปรตุเกสยังยึดครองเมืองมะละกา ป้อมกราการแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นเสมือนด่านป้องกันเมืองมะละกาจากการบุกรุก ของศัตรู โดยปกติป้อมนี้จะมีกำแพงยาวล้อมรอบเนินเขาเล็กๆ ชื่อว่าเนินเขามะละกา ซึ่งป้อมปราการนี้ได้สามารถปกป้องมาเป็นเวลายาวนานกว่า 150 ปี
จนกระทั้ง ฮอลันดา ได้ยกทักมาบุกและสามารถยึดครองเมืองมะละกาได้สำเร็จใน พ.ศ. 2184 หลังจากที่ได้ล้อมเมืองนี้อยู่นานถึง 5 เดือน และหลังจากนั้น พวกฮอลันดาได้ทำการซ่อมแซมกำแพงและ ป้อมปราการนี้ให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์ จนกระทั้งเมืองมะละกา ถูกครอบครองโดย อังกฤษ ผู้ปกครองเกาะปีนัง ได้ส้ง กัปตัน วิลเลียม ฟาร์คูฮาร์ มาทำลายป้อมแห่งนี้ เพื่อป้องกันการอ้างสิทธิครอบครองดินแดนฮอลันดา
แต่แล้วป้อมปราการนี้ก็ไม่ได้ถูกทำลาย ทั้งหมด จึงทำให้เราได้มีโอกาสพบเห็นซากแห่งประวัติศาสตร์ของเมืองมะละกา และด้วยซากป้อมปรากาแห่งนี้ มีซากประตูที่ไม่มีกำแพงด้านข้างอยู่ จึงได้มีการขนานนามประตูแห่งนี้ว่า "ประตูไร้กำแพง"
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)




